Back

ⓘ สถาปัตยกรรมไทย




                                               

สภาสถาปนิก (แก้ความกำกวม)

สภาสถาปนิก อาจหมายถึง สมัชชาจดทะเบียนสถาปัตยกรรมแห่งชาติ NCARB สหรัฐอเมริกา สภาสถาปนิก ประเทศไทย สำหรับสมาคมของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสถาปัตยกรรม ดู: สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ อาษา ประเทศไทย สถาบันสถาปนิกอเมริกัน AIA สหรัฐอเมริกา

                                               

มัสยิดดารุลอามาน

มีการเปิดอาคารใหม่ในวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2552 แทนอาคารเก่า มีส่วนผสมระหว่างสถาปัตยกรรมจีนและอิสลาม โครงสร้างหลักได้รับอิทธิพลจากสถาปัตยกรรมเปอร์เซียที่มีการตกแต่งแบบจีน ยอดมินาเรต 2 เสาที่เคยมีโดมแบบอิสลามถูกแทนที่ด้วยศาลาจีนขนาดเล็ก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายรวมประมาณ 20 ล้านบาท

                                               

วัดสักใหญ่

วัดสักใหญ่ เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในหมู่ที่ 9 บ้านบางโอ ตำบลวัดชลอ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ประวัติการสร้างวัดสักใหญ่ยังไม่เป็นที่แน่ชัด บางแหล่งข้อมูลระบุว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ร่วมกับบรรพบุรุษในถิ่นนี้สร้างวัดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2317 ในขณะที่บางแหล่งข้อมูลสันนิษฐานว่าวัดนี้สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยพิจารณาจากลักษณะพระประธานในอุโบสถที่มีชื่อว่า หลวงพ่อใหญ่ และเทียบเคียงจากหลักฐานทางราชการของวัดเพลง ร้าง ที่อยู่ใกล้เคียงกันตามลักษณะสถาปัตยกรรมและลายปูนปั้นที่เหลืออยู่ ต่อมาในสงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พม่าได้ ...

                                               

วัดศาลาแดงเหนือ

ชาวมอญเมืองเมาะตะมะที่อพยพมา เนื่องจากพ่ายแพ้สงครามพม่า จึงพากันอพยพครอบครัวเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งเป็นการอพยพครั้งที่ 8 ของชาวมอญเข้าสู่ประเทศไทย ได้ตั้งบ้านเรือนและได้สร้างวัดศาลาแดงเหนือไว้ในราว พ.ศ. 2382 วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2409 ชื่อวัด ศาลาแดง หรือ เภียปราน ในภาษามอญที่แปลว่า "วัดไม้แดง" มาจากชื่อ บ้านศาลาแดง เป็นชื่อหมู่บ้านและวัดไปตามชื่อบ้านเมืองเก่าของตนที่เมืองมอญ วัดเภียปรานที่เมืองมอญนั้นมีอยู่จริงที่เมืองเมาะตะมะ แต่ปัจจุบันถูกทิ้งร้างไปแล้ว ด้านทิศตะวันออกของตัววัดติดกับแม่น้ำสาละวิน ด้านทิศตะวันตกติดภูเขามีต้นไม้ ...

                                               

วัดพลับพลาไชย (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)

วัดพลับพลาไชยไม่ปรากฏนามผู้สร้างแต่สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ปรากฏชื่อใน พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ เจิม ว่า เป็นที่ตั้งทัพของ เจ้าอ้ายพระยา พระราชโอรสองค์ใหญ่ของสมเด็จพระอินทราชา ก่อนจะเคลื่อนทัพออกมาเจอกับ เจ้ายี่พระยา พระราชอนุชาของพระองค์ที่ตั้งทัพอยู่ที่ วัดชัยภูมิที่เชิงสะพานป่าถ่านและได้กระทำยุทธหัตถีกระทั่งสิ้นพระชนม์บนคอช้างพร้อมกันทำให้เจ้าสามพระยา พระอนุชาพระองค์เล็กได้ขึ้นสืบราชบัลลังก์เป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 จากนั้นวัดพลับพลาไชยได้ปรากฏชื่อใน พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ เจิม ในรัชสมัยของ สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา ว่า ระหว่างที่เกิดสงครามกลางเ ...

สถาปัตยกรรมไทย
                                     

ⓘ สถาปัตยกรรมไทย

สถาปัตยกรรมไทย หมายถึงศิลปะการก่อสร้างของไทย อันได้แก่ วัด อาคาร บ้านเรือน โบสถ์ วิหาร วัง สถูป และสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ มีลักษณะแตกต่างกันไปตามภูมิศาสตร์ และคตินิยม สถาปัตยกรรมไทยมีมานานตั้งแต่ที่คนไทยเริ่มตั้งถิ่นฐาน และได้พัฒนาและปรับปรุงรูปแบบสถาปัตยกรรมอันเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ สภาพภูมิประเทศ

                                     

1. รูปแบบ

สามารถจัดหมวดหมู่ ตามลักษณะการใช้งานได้ 2 ประเภท คือ

  • สถาปัตยกรรมที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย ได้แก่ บ้านเรือน ตำหนักวัง และพระราชวัง เป็นต้น บ้านหรือเรือนเป็นที่อยู่อาศัยของสามัญชน ธรรมดาทั่วไป ซึ่งมีทั้งเรือนไม้ และเรือนปูน เรือนไม้มีอยู่ 2 ชนิด คือ เรือนเครื่องผูก และ เรือนเครื่องสับ

ตำหนัก และวัง เป็นเรือนที่อยู่ของชนชั้นสูง พระราชวงศ์ หรือ ใช้เรียกที่ประทับชั้นรอง ของพระมหากษัตริย์

  • สถาปัตยกรรมที่เกี่ยวข้องศาสนา

ได้แก่ โบสถ์, วิหาร, กุฏิ, หอไตร, หอระฆังและหอกลอง, สถูป, เจดีย์

                                     

2. สถาปัตยกรรมไทยสมัยประวัติศาสตร์

สามารถแบ่งได้เป็นยุคๆ ได้ดังนี้

  • ยุคอยุธยา พุทธศตวรรษที่ 20 - 23
  • ยุคอู่ทอง ราวพุทธศตวรรษที่ 17 -20
  • ยุคทวาราวดี พุทธศตวรรษที่ 12 - 16
  • ยุคศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ 13 - 18
  • ยุคเชียงแสน ราวพุทธศตวรรษที่ 16 - 23
  • ยุคสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ 19 - 20
  • ยุคลพบุรี ราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 18
                                     

2.1. สถาปัตยกรรมไทยสมัยประวัติศาสตร์ ยุคทวาราวดี พุทธศตวรรษที่ 12 - 16

จะปรากฏอยู่ในภาคกลางของประเทศไทย แถบจังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ลพบุรี ราชบุรี และ ยังกระจายไปอยู่ทุกภาคประปราย เช่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกและ ใต้ สถาปัตยกรรมแบบทวาราวดีมักก่ออิฐและใช้สอดิน เช่น วัดพระเมรุ และเจดีย์จุลปะโทนวัดพระประโทน อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม บางแห่งมีการใช้ศิลาแลงบ้าง เช่นก่อสร้างบริเวณฐานสถูป การก่อสร้างเจดีย์ในสมัยทวาราวดีทีพบทั้งเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม เจดีย์ทรงระฆังคว่ำ มียอดแหลมอยู่ด้านบน

                                     

2.2. สถาปัตยกรรมไทยสมัยประวัติศาสตร์ ยุคศรีวิชัย พุทธศตวรรษที่ 13 - 18

พบในภาคใต้ ศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยไม่ทราบแน่ชัด ในประเทศไทยจะพบร่องรอยการ สร้างสถูปตามเมืองสำคัญ เช่น เมืองครหิ อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองตามพรลิงก์ จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี ลักษณะของสถาปัตยกรรมแบบศรีวิชัย คือการสร้างสถูปทรงมณฑปให้มีฐานและเรือนธาตุรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ส่วนยอดเป็นเจดีย์แปดเหลี่ยม ส่วนฐานปากระฆังสร้างเป็นชึ้นลดหลั่นกันไป มีเจดีย์ประดับมุมและซุ้มบันแถลงในแต่ละทิศ ตัวอย่างเช่น พระบรมธาตุไชยา จังหวัด สุราษฎร์ธานี

                                     

2.3. สถาปัตยกรรมไทยสมัยประวัติศาสตร์ ยุคลพบุรี ราวพุทธศตวรรษที่ 12 - 18

พบบริเวณ ภาคกลาง ภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีรูปแบบคล้ายศิลปะขอม เช่น เทวาลัย ปราสาท พระปรางค์ ต่างๆ นิยมใช้อิฐ หินทรายและศิลาแลง โดยใช้อิฐและหินทรายสำหรับสร้างเรือนปราสาทและใช้ศิลาแลง สร้างส่วนฐาน ต่อมาก็สร้างด้วยศิลาแลงทั้งหลัง สถาปัตยกรรมที่ยังคงสภาพสมบูรณ์อยู่เช่น ปรางค์วัดพระพายหลวง จังหวัดสุโขทัย และ พระปรางค์สามยอด จังหวัดลพบุรี

                                     

2.4. สถาปัตยกรรมไทยสมัยประวัติศาสตร์ ยุคเชียงแสน ราวพุทธศตวรรษที่ 16 - 23

พบในภาคเหนือ สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่สร้างเพื่อเป็นศาสนสถาน อาณาจักรเชียงแสนได้รับเอาศิลปวัฒนธรรมมาจากดินแดนแห่งอื่นเข้าผสมผสาน ทั้งศิลปะสุโขทัย ศิลปะทวาราวดี ศิลปะศรีวิชัย ศิลปะพม่า เชียงแสนนั้นเคยเป็นเมืองหลวงของล้านนาต่อเนื่องจากเวียงกุมกาม เชียงแสนที่มีศิลปะหลายอย่างรวมกันนั้นเพราะว่า ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของเมืองที่มีศิลปะนั้น ๆ เช่น วัดพระธาตุจอมสวรรค์และวัดล้างหมายเลข 13 นอกเมืองเป็นต้น พบว่าได้มีศิลปะพม่าผสมผสานอยู่ด้วย

สถาปัตยกรรมยุคเชียงแสน เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา ทั้งโบสถ์ วิหาร เจดีย์ โดยโบสถ์และวิหารสร้างด้วยไม้ เสาและฝาทำจากไม้ ฝาทำเป็นแบบฝาปะกน หลังคาเป็นหลังคาซ้อนหลายชั้น กระเบื้องมุงหลังคาทำจากกระเบื้องดินเผาและไม้ ไม่นิยมตีฝ้าเพดาน มีทางขึ้นทางด้านด้านหน้า และทางลงทางด้านข้าง

                                     

2.5. สถาปัตยกรรมไทยสมัยประวัติศาสตร์ ยุคสุโขทัย พุทธศตวรรษที่ 18 - 20

ศิลปะสุโขทัยเริ่มต้นราว พ.ศ. 1780 เมื่อพ่อขุนศรีอินทราทิตย์สถาปนากรุงสุโขทัย สถาปัตยกรรมจะเป็นวัดในพุทธศาสนาลัทธิหินยานเป็นส่วนใหญ่ การวางแผนผังอาคารที่เป็นวัดในสมัยสุโขทัยจะใช้แกนทิศตะวันออก–ตะวันตก เกือบทั้งหมด โดยหันด้านหน้าไปทางทิศตะวันออก สิ่งก่อสร้างที่เป็นหลักจะประกอบด้วยอาคารที่เป็นวิหารอยู่ด้านหน้าเจดีย์ มณฑป หรือพระปรางค์ วัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างใช้อิฐและศิลาแลงเป็นหลัก อาจใช้หินชนวนบ้าง ศิลาแลงที่มีขนาดใหญ่และใช้ก่อส่วนฐานอาคารจะใช้วิธีเรียงทับตามแบบอิทธิพลเขมร โดยไม่มีตัวประสาน ส่วนศิลาแลงขนาดเล็กจะใช้ดินเป็นตัวประสานเช่นเดียวกับอิฐ เมื่อก่อวัสดุเสร็จแล้วจะฉาบปูนทับอีกชั้นหนึ่ง ปูนที่ใช้ฉาบผนังหรือทำลวดลายประดับประกอบด้วย ปูนขาว ทราย น้ำอ้อย หนังสัตว์เคี่ยวจนเปื่อยเป็นน้ำเหนียว

อาคารที่ใช้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา คือ วิหารและอุโบสถ วิหาร นิยมสร้างขนาดใหญ่ และตั้งอยู่ในแกนหลักของวัด ส่วนโบสถ์เป็นอาคารที่พระสงฆ์ใช้ประกอบกิจจะมีขนาดเล็ก มักจะตั้งอยู่นอกคูน้ำหรือนอกกำแพงวัด มีใบเสมาหินชวนปักคู่ 8 ตำแหน่ง แผนผังอาคารทั้งสองประเภทเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกฐานสูงจากระดับพื้นดินประมาณ 1 เมตร มีขนาดตั้งแต่ 4–11 ห้อง ช่วงเสา ด้านกว้างหรือด้านสกัดจะมีช่วงเสากลางตามความกว้างของห้องและมีช่วงเสาเล็กที่รับชายคา ฐานและเสาก่อด้วยอิฐหรือศิลาแลง เสาจะมีทั้งแบบกลมและแปดเหลี่ยม โครงสร้างหลังคาใช้ไม้ มุงด้วยกระเบื้องดินเผาแบบขอเต็มลดหลั่นไล่กันเป็นทอด ๆ มีการทำเครื่องสังคโลกมาประดับส่วนหลังคา ตัวอย่างวิหารยุคนี้ เช่น วิหารหลวงวัดมหาธาตุ เมืองสุโขทัย

สำหรับสถาปัตยกรรมที่ใช้สักการะในรูปสัญลักษณ์ ได้แก่ เจดีย์ มณฑป และปรางค์ มี 3 รูปแบบ

  • เจดีย์ทรงกลมแบบลังกา ฐานล่างทำเป็นฐานสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 2–3 ชั้น จากนั้นคือ ฐานบัวหนึ่งชั้นหรือสองชั้น ถัดไปเป็นมาลัยเถาเรียงซ้อนลดหลั่นกันขึ้นไป 3 ชั้น อาจเรียกว่า บัวถลา ถือเป็นลักษณะเฉพาะของเจดีย์ทรงกลมแบบสุโขทัย ถัดไปคือ องค์ระฆังซึ่งบริเวณส่วนล่างจะมีบัวปูนปั้นประดับ เรียกกันว่า บัวปากระฆัง องค์ระฆังรองรับส่วนที่เป็นบัลลังก์ เหนือบัลลังก์ขึ้นไปเป็นส่วนแกน แล้วเป็นปล้องไฉนปลียอด จนถึงเม็ดน้ำค้างเป็นที่สุด
  • เจดีย์แบบศรีวิชัย หรือ เจดีย์ทรงปราสาท ฐานทำเป็นฐานสี่เหลี่ยมถัดขึ้นไปเป็นเรือนธาตุ ตรงมุมของเรือนธาตุ ประดับด้วยเจดีย์ขนาดเล็กทั้งสี่มุม ต่อจากเรือนธาตุขึ้นไปเป็นฐานแปดเหลี่ยมรองรับองค์ระฆัง แล้วจึงเป็นปลียอด
  • เจดีย์แบบสุโขทัยแท้ หรือ เจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ ฐานทำเป็นฐานสี่เหลี่ยมซ้อนกันสามชั้น จากนั้นทำเป็นฐานบัว ถัดขึ้นไปเป็นชั้นแว่นฟ้าย่อเหลี่ยมไม้ยี่สิบซ้อนกัน 2 ชั้น ขึ้นไปเป็นเรือนธาตุย่อเหลี่ยมไม้ยี่สิบ

มณฑป มี 2 แบบ คือ มณฑปที่มีลักษณะแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ผนังด้านข้างก่อหนา มีทางเข้าทางเดียว โครงสร้างหลังคาเป็นเครื่องไม้ซ้อนเป็นชั้น ๆ ใช้กระเบื้องดินเผามุงหลังคา แบบที่ 2 คือ มณฑปโถง ตรงกลางจะมีแท่นทึบเพื่อรับส่วนหลังคา และมีพระพุทธรูปประดับผนังทั้งสี่ด้าน



                                     

2.6. สถาปัตยกรรมไทยสมัยประวัติศาสตร์ ยุคอู่ทอง ราวพุทธศตวรรษที่ 17 -20

เป็นศิลปะที่เกิดจากการรวมกันของศิลปะทวาราวดี และอารยธรรมขอม มีความเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนานิกายหินยาน เอกลักษณ์เช่น วิหารไม่เจาะหน้าต่าง แต่สร้างเป็นทรงยาว ชั้นหลังคาเตี้ย ลักษณะเจดีย์แบบยุคอู่ทอง คือ ลักษณะฐาน 8 เหลี่ยม เรือนฐาน 8 เหลี่ยม มีซุ้มจรนำรับฐานบัวลูกแก้วและองค์ระฆัง ตัวอย่างของสถาปัตยกรรมอู่ทองเช่น พระปรางค์องค์ใหญ่ในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี

                                     

2.7. สถาปัตยกรรมไทยสมัยประวัติศาสตร์ ยุคอยุธยา พุทธศตวรรษที่ 20 - 23

เอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมในยุคนี้ คือการออกแบบให้แสดงถึงความยิ่งใหญ่ ร่ำรวย สถาปัตยกรรมจึงมีขนาดและรูปร่างสูงใหญ่ ตกแต่งด้วยการแกะสลักปิดทอง โบสถ์วิหารในกรุงศรีอยุธยาไม่นิยมสร้างให้มีชายคายื่นออกมาจากหัวเสามากนัก ส่วนใหญ่มีบัวหัวเสาเป็นรูปบัวตูม และนิยมเจาะผนังอาคารให้เป็นลูกกรงเล็กๆแทนช่องหน้าต่าง ลักษณะเด่นของการก่อสร้างโบสถ์วิหารอีกอย่างคือ การปล่อยแสงให้สาดเข้ามาในอาคารมากขึ้น โดยจะออกแบบให้แสงเข้ามาทางด้านหน้าและฉายลงยังพระประธาน

สมัยอยุธยาตอนปลาย รูปแบบสถาปัตยกรรมถือว่าอยู่ในจุดสูงสุด คือเป็นสถาปัตยกรรมที่สามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์ได้ทุกประการ และมีความงดงามอ่อนช้อยตามลักษณะแบบไทยๆ แต่การพัฒนาทางสถาปัตยกรรมต้องหยุดลงหลังกรุงศรีอยุธยาพ่ายแพ้แก่พม่าในปี พ.ศ. 2310 นับเป็นจุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็น ทั้งด้านการปกครอง ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ ด้านวัฒนธรรม ฯลฯ

                                     

3. สถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว นับเป็นยุคทองแห่งศิลปะจีน มีการใช้การก่ออิฐถือปูนและใช้ลวดลายดินเผาเคลือบประดับหน้าบันแทนแบบเดิม

สมัยรัชกาลที่ 4 เริ่มมีการติดต่อกับชาติตะวันตกมากขึ้น มีการสร้างอาคารต่างชนิดเพื่อรองรับกิจกรรมทางธุรกิจนอกเหนือจากที่อยู่อาศัยและวัดวาอารามในอดีต ได้แก่ โรงงาน โรงสี โรงเลื่อย ห้างร้านและที่พักอาศัยของชาวตะวันตก นอกจากนี้การสร้างอาคารของทางราชการ กระทรวงต่าง ๆ และพระราชวังที่มีรูปแบบตะวันตกผสมผสานกับสถาปัตยกรรมไทย เช่น พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นต้น วัดที่มีการผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันตกเช่น วัดนิเวศธรรมประวัติ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นศิลปะแบบกอธิค

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้แบ่งประเภท ของบ้านเรือนในกรุงเทพตามแบบวัฒนธรรมออกเป็น 3 แบบ คือ

  • แบบเดิม คือ แบบเรือนของผู้มีฐานะ ระดับ เดียวกัน เคยทำมาอย่างไรก็ทำมาอย่างนั้น มิได้คิดเปลี่ยนแปลงยกตัวอย่างเช่น วังเจ้าบ้านนายขุน
  • แบบผสม คือ เอาตึกฝรั่งหรือเก๋งจีนมาสร้างแทรกเข้าบ้าง เข้าใจว่าเกิดขึ้นในรัชการที่ 4 และต่อมาจนต้นรัชกาลที่ 5 ดังตัวอย่างที่มีเก๋ง และ การแก้ไขตำหนักที่วังท่าพระ เป็นต้น
  • เปลี่ยนเป็นอย่างใหม่ คือ เลิกสร้างเรือนแบบไทยเดิม และตึกฝรั่ง เก๋งจีน คิดทำเป็นตึกฝรั่งทีเดียว เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5

อย่างไรก็ตามรูปแบบของสถาปัตยกรรมในสมัยนั้นก็คงเอกลักษณ์ไทยเอาไว้บ้าง เช่นการนำหน้า ตาสถาปัตยกรรมไทยเข้ามาใส่ด้านหน้าของตึก ไม่ว่าจะเป็น ลายฉลุไม้ หลังคา ทรงจั่ว