Back

ⓘ โรงเรียนกฎหมาย




                                               

การปฏิวัติเบลเยียม

การปฏิวัติเบลเยียม เป็นการปฏิวัติแบ่งแยกของจังหวัดแถบใต้ จากสหราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ จนนำไปสู่การก่อตั้งราชอาณาจักรเบลเยียม ผู้คนในจังหวัดแถบใต้นั้นประกอบด้วยชาวเฟลมมิช และชาววัลลูน ซึ่งนับถือนิกายคาทอลิกมาแต่เดิม ตรงกันข้ามกับชาวดัตช์ทางเหนือที่นับถือนิกายโปรเตสแตนท์ คริสตจักรปฏิรูปแห่งดัตช์ เป็นหลัก ทำให้เหล่าผู้คนหัวเสรีนิยมส่วนใหญ่ไม่พอใจกับการถูกกดขี่จากการปกครองในรัชสมัยของพระเจ้าวิลเลิมที่ 1 ซึ่งมีอัตราการว่างงานสูง และเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นในระหว่างชนชั้นแรงงานอยู่เสมอ เมื่อ 25 สิงหาคม ค.ศ. 1830 ได้เกิดเหตุการณ์ไม่สงบครั้งใหญ่ขึ้นในกรุงบรัสเซลส์ โดยมีแนวร่วมเป็นผู้นิยมอุป ...

                                               

โรงเรียนประจำอินเดียนแคมลูปส์

โรงเรียนประจำอินเดียนแคมลูปส์ เคยเป็นโรงเรียนในระบบโรงเรียนประจำสำหรับชาวอินเดียนในแคนาดา และเคยเป็นโรงเรียนประจำที่ใหญ่ที่สุดในประเทศแคนาดา ตั้งอยู่ในรัฐบริติชโคลัมเบีย ประเทศแคนาดา มีนักเรียนมากถึง 500 คนในคริสต์ทศวรรษ 1950 โรงเรียนนี้ก่อตั้งใน ค.ศ. 1890 ดำเนินงานจนใน ค.ศ. 1969 ถูกรัฐบาลกลางเข้าถือครองกิจการเพื่อใช้เป็นที่พักโรงเรียนรายวัน จนกระทั่งปิดตัวลงใน ค.ศ. 1978 อาคารของโรงเรียนก็ยังมีอยู่จนทุกวันนี้ โดยอยู่ในพื้นที่ของ Tk’emlups te Secwepemc ซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ในหมู่เฟิตส์เนชันส์ First Nations

                                               

คดีระหว่างบราวน์กับคณะกรรมการการศึกษา

คดีระหว่างบราวน์ กับคณะกรรมการการศึกษาโทเพกา รหัส 347 U.S. 483 เป็นคำวินิจฉัยหลักสำคัญของศาลสูงสุดสหรัฐ ที่ซึ่งศาลวินิจฉัยว่ากฎหมายรัฐของสหรัฐซึ่งกำหนดให้มีการแบ่งแยกเชื้อชาติในโรงเรียนรัฐบาลขัดต่อรัฐธรรมนูญ แม้โรงเรียนที่แบ่งแยกแล้วนั้นจะมีคุณภาพที่เท่ากันก็ตาม ศาลฯ มีคำวินิจฉัยในวันที่ 17 พฤษภาคม 1954 ด้วยมติเอกฉันท์ ระบุว่า "สิ่งอำนวยความสะดวกทางการศึกษาที่แยกกันนั้นไม่เท่าเทียมในตัวเอง" ฉะนั้นจึงเป็นการฝ่าฝืนวรรคการให้ความคุ้มครองเท่าเทียมกันของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐครั้งที่ 14 อย่างไรก็ตาม ในคำวินิจฉัยยาว 14 หน้านี้ไม่ได้ระบุวิธีการยุติการแบ่งแยกเชื้อชาติในโรงเรียน และคำวินิ ...

                                               

มาดามญู

เจิ่น เหละ ซวน เป็นที่รู้จักในนาม มาดามญู เป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง "อย่างไม่เป็นทางการ" ของเวียดนามใต้ช่วง ค.ศ. 1955–1963 เป็นภรรยาของโง ดิ่ญ ญู น้องชายและหัวหน้าที่ปรึกษาของโง ดิ่ญ เสี่ยม ประธานาธิบดีประเทศเวียดนามใต้ เจิ่น เหละ ซวน เกิดในครอบครัวชนชั้นสูงในฮานอย ในช่วงที่ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ปู่ของเธอทำงานใกล้ชิดกับผู้ปกครองอาณานิคม ส่วนบิดาชื่อเจิ่น วัน เจือง สำเร็จการศึกษาด้านกฎหมายจากฝรั่งเศส และดำรงตำแหน่งเลขานุการต่างประเทศคนแรกของดินแดนอินโดจีนในอาณัติของญี่ปุ่น ส่วนมารดาชื่อเทิน ถิ นาม เจิน เป็นเชื้อพระวงศ์ เธอเข้าเรียนที่วิทยาลัยอาลแบร์ ซาร์โร ซึ่งเป็นโรงเรียนภาษาฝรั่งเศสใน ...

                                               

วัดประยูรธรรมาราม

วัดประยูรธรรมาราม เป็นวัดราษฎร์สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี มีที่ดินต้้งวัดเนื้อที่ 32 ไร่ 2 งาน 30 ตารางวา สภาพของวัดเป็นที่ราบลุ่ม แวดล้อมด้วยที่นา ที่สวนและบ้านเรือนราษฎร การคมนาคม มีถนนวิภาวดีรังสิต เข้าทางซอยพหลโยธิน 83 ปัจจุบันมีพระราชสุทธิธรรมาจารย์ เป็นเจ้าอาวาส วัดประยูรธรรมารามสร้างเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2518 โดยมีนางประยูร พันธุ์ฟัก เป็นผู้ถวายที่ดินทั้งหมดและดำเนินการจัดสร้างวัด กรมการศาสนาได้ประกาศตั้งเป็นวัดอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2521 โดยมติมหาเถรสมาคม ได้ขนานนามว่า "วัดประยูรธรรมาราม" ชาวบ้านนิยม ...

                                               

ชาวโตราจา

ชาวโตราจา เป็นกลุ่มชาติพันธุ์พื้นเมืองในพื้นที่ภูเขาแห่งหนึ่งของจังหวัดซูลาเวซีใต้ ประเทศอินโดนีเซีย มีประชากรอยู่ประมาณ 1.100.000 คน ในจำนวนนี้มี 450.000 คนที่อาศัยอยู่ในอำเภอตานาโตราจา ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ ที่เหลือนับถือศาสนาอิสลามหรือมีความเชื่อแบบวิญญาณนิยมท้องถิ่นที่เรียกว่า อาลุก รัฐบาลอินโดนีเซียได้รับรองความเชื่อนี้ในชื่อ อาลุกโตโดโล คำว่า โตราจา Toraja มาจากศัพท์ โตรียาจา to riaja ซึ่งแปลว่า "คนที่สูง" ในภาษาบูกิซ รัฐบาลอาณานิคมดัตช์เรียกชนกลุ่มนี้ว่าชาว โตราจา ใน ค.ศ. 1909 ชาวโตราจาเป็นที่รู้จักจากพิธีศพที่ประณีต สถานที่ฝังศพที่แกะสลักเข้าไปในผาหิน บ้านทรงตงโกนันซึ่งม ...

โรงเรียนกฎหมาย
                                     

ⓘ โรงเรียนกฎหมาย

โรงเรียนกฎหมาย ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2440 โดยพระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้การศึกษาอบรมด้านนิติศาสตร์โดยเฉพาะ ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน อย่างไรก็ดี แม้ครั้งนั้นมีสถานะเป็นแต่โรงเรียน อันมิใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ แต่ก็มีประกาศของโรงเรียน เกี่ยวกับกำหนดการสอบไล่ของนักเรียนกฎหมาย ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา อันเป็นหนังสือพิมพ์ข่าวราชการด้วย สำหรับที่ตั้งของโรงเรียนกฎหมาย ได้แก่ห้องเสวยของเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ซึ่งอยู่ถัดจากห้องทรงงาน โดยเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม ทรงให้การศึกษาด้วยพระองค์เอง เมื่อทรงเสร็จสิ้นการเสวยพระกระยาหารกลางวันแล้ว ครั้นมีนักเรียนเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ จึงย้ายไปทำการเรียนการสอน ยังตึกสัสดีหลังกลาง กระทรวงยุติธรรม

ต่อมาในปี พ.ศ. 2453 กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ฯ ทรงพ้นจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม หลังจากนั้น โรงเรียนกฎหมายก็ทรุดโทรมตามลำดับ และต้องไปเปิดการเรียนการสอน เป็นการชั่วคราวที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร และที่เรือนไม้หลังเล็กๆ ระหว่างตึกศาลแพ่งกับตึกเก๋งจีน ซึ่งบัดนี้ทำลายลงแล้ว และปี พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรับโรงเรียนแห่งนี้ไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยให้สังกัดอยู่กับกระทรวงยุติธรรม และให้เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบโรงเรียน โดยย้ายสถานที่เรียนมายังอาคารห้างแบดแมนเดิม บริเวณเชิงสะพานผ่านพิภพลีลา ปัจจุบันเป็นที่จอดรถข้างสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

จากนั้นเมื่อปี พ.ศ. 2476 รัฐบาลจัดตั้งคณะนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ขึ้น ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วให้โอนโรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม ไปสมทบกับคณะดังกล่าว เมื่อวันที่ 25 เมษายน ปีนั้นเอง ครั้งนั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดให้การเรียนการสอน ของโรงเรียนกฎหมาย เป็นแผนกวิชาหนึ่งของคณะนี้ อนึ่ง การเรียนการสอนยังคงจัดอยู่ที่อาคาร เชิงสะพานผ่านพิภพลีลาเช่นเดิม ซึ่งคำสั่งให้โอนโรงเรียนกฎหมาย ไปสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนี้ สร้างความไม่พอใจแก่นักเรียนของโรงเรียนกฎหมาย ที่ต้องการให้ยกสถานะโรงเรียนของตนเป็นมหาวิทยาลัย แต่รัฐบาลกลับทำให้เสมือนยุบหายไป กลุ่มนักเรียนกฎหมายดังกล่าว จึงเคลื่อนไหวหนุนให้มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยขึ้น ทั้งนี้ เมื่อมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองจัดตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติฯ ให้โอนทรัพย์สิน ตลอดจนคณาจารย์ ของโรงเรียนกฎหมายเดิม เข้าสังกัดมหาวิทยาลัยแห่งใหม่นี้ด้วย

                                     

1. เบื้องหลังและพื้นภูมิ

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ หลังจากผนวชเป็นสามเณรที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ได้เสด็จไปศึกษาที่โรงเรียนมัธยมกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 3 ปี พระองค์ทรงสอบเรียนต่อกฎหมายที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ดได้ด้วยพระชนมายุเพียงแค่ 14 ชันษา แต่ทางมหาวิทยาลัยไม่ยอมให้ทรงเข้าศึกษาต่อ เนื่องจากติดข้อบังคับที่ว่าพระชนมายุไม่ถึง 18 ชันษา แต่ทรงเสด็จไปขอร้องเป็นกรณีพิเศษต่อทางมหาวิทยาลัยโดยอ้างว่า" คนไทยเกิดง่ายตายเร็ว” สุดท้ายมหาวิทยาลัยยินยอมให้สอบอีกครั้ง ซึ่งทรงสอบได้และศึกษาต่อจนจบหลักสูตรปริญญาตรีด้านกฎหมายชั้นเกียรตินิยม พระชนมายุเพียง 17 ชันษาเท่านั้น นับเป็นบัณฑิตที่มีอายุน้อยที่สุด

หลังจากเสด็จกลับมาไทยทรงเข้ารับราชการที่กรมราชเลขานุการ ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี ในขณะเดียวกันทรงมีตำแหน่งเป็นสภานายกพิเศษจัดตั้งศาลมณฑลและศาลเมือง ศาลจังหวัด ขึ้นในท้องที่ต่าง ๆ โดยทรงจัดตั้งศาลหัวเมืองในมณฑลอยุธยาขึ้นเป็นแห่งแรก แม้ว่าในช่วงเวลานั้นจะมีคดีความในศาลคั่งค้างอยู่มาก แต่ก็ทรงตัดชำระความด้วยพระองค์เองจนเสร็จสิ้นภายในเวลาอันรวดเร็วได้อย่างถูกต้องและเที่ยงธรรม